การศึกษา

?

โปรแกรมการศึกษามักจะบริการเรียงความต่างๆที่มีค่าภาคหลวงขนาดใหญ่สำหรับวิทยานิพนธ์ ของคุณสมบัติที่น่าพอใจของการทำงานกับช่องนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทราบวงจรค่อนข้า ลูกค้าหนึ่งมักจะทำมากกว่าหนึ่งใบสั่งและในอนาคตเว็บมาสเตอร์ยังคงได้รับรีบิลจากเขา.

15 สถาบันการศึกษาชั้นนำที่เปิดสอนโปรแกรม Affiliate ออนไลน์ - ที่ดีที่สุด ประจำปี 2024

เมื่อพูดถึง Affiliate Marketing คำถามที่นักการตลาด และเว็บมาสเตอร์ทุกคนต้องการหาคำตอบคือ niche กลุ่มไหนที่ทำกำไรดี หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ มีสินค้าตัวไหนที่เราสามารถจะกำหนดจำนวนรายได้เองได้? กลุ่มที่ให้ผลกำไรตอบแทนดีก็จะมีกลุ่มเกม กลุ่มแอพหาคู่ กลุ่มคริปโต แต่ดูเหมือนว่า กลุ่มแอพหาคู่ จะเป็นกลุ่มที่ทำกำไรผลตอบแทนดี แต่ก็มีคู่แข่งเยอะ แต่จะมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ทำกำไรให้มหาศาล แต่คนไม่ค่อยคิดถึงนั่นก็คือ กลุ่มการศึกษา นั่นเอง

ตามที่ Yahoo!Finance ได้กล่าวเอาไว้ว่า ตลาดกลุ่มการศึกษาออนไลน์ทั่วโลก คาดว่าจะทำเงินได้มากถึง $457.8 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2026 การคาดการณ์นี้ยังไม่รวมการศึกษาแบบ offline ที่ทำรายได้พุ่งทะยานสูงอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมนี้ คือไม่จำเป็นจะต้องมีนักการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็สามารถทำกำไรได้มากมาย ทุกธุรกิจจะอยู่ได้ก็ต้องมีลูกค้า การศึกษาก็เช่นกัน เพื่อให้มีลูกค้ามากขึ้น ทางสถาบันจึงได้เปิดโปรแกรม affiliate หรือระบบตัวแทนขึ้นมา เพื่อจ่ายเงินให้กับตัวแทนของสถาบันที่นำลูกค้าใหม่มาให้กับสถาบันนั้น

มีโปรแกรมอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่โปรแกรมก่อนเรียนสำหรับนักศึกษา รวมไปถึงโปรแกรมสำหรับปริญญาขึ้นไป และรวมถึงคนที่สนใจอยากเปลี่ยนสายอาชีพ ในฐานะนักการตลาด affiliate คุณไม่จำเป็นจะต้องไปลงทุนในเรื่องการผลิต คุณแค่ใช้ความรู้ความสามารถและข้อมูลทีคุณมี ดังนั้น วันนี้เราจะมาพิจารณาถึงกลุ่มการศึกษา ความแตกต่างของประเภทโปรแกรม แหล่งที่มาของ affiliate และการจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่น และบางเรื่องราวที่เป็นกรณีให้ได้ศึกษา


ประเภท: ข้อเสนอของการศึกษาแบบ Affiliate

อันที่จริงแล้ว คุณอาจจะเคยได้ยิน หรือเคยใช้แพลตฟอร์มเกี่ยวกับการศึกษา เราเลยอยากจะนำบางชื่อของแพลตฟอร์มที่คุณอาจจะเคยรู้จัก เช่น Udemy, Babble, Coursera, StudyBy, FluentU, Lingualeo เป็นต้น

นอกจากที่เราจะมาแชร์เกี่ยวกับโปรแกรมกลุ่มการศึกษาแบบตัวแทน ที่มีความสำคัญหลากหลาย และสามารถแบ่งได้ 3 หลักเกณฑ์ดังนี้:

  • ด้านภาษา – พวกโปรแกรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโปรเจคด้านภาษา อย่างที่ได้แนะนำไป เช่น คอร์สสอนภาษา บนเรียนภาษาออนไลน์ และโรงเรียนสอนภาษา
  • การพัฒนาตนเอง – นี่เป็นกลุ่มเฉพาะที่ย่อยออกมาจากกลุ่มใหญ่ ที่รวมไปถึงโปรเจคการเติบโต ในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ หลักสูตรมืออาชีพ และออนไลน์เทรนนิ่ง
  • การเขียนเรียงความ - โปรแกรมประเภทนี้ จะเป็นตัวช่วยโปรเจคด้านวิชาการในเขียนวิทยานิพนธ์ (อย่างเช่น ภาคเรียนเอกสาร คุณภาพของเอกสาร และรวมถึงการเขียนเรียงความทุกประเภท
  • โปรแกรมวิชาการ – โปรแกรมเหล่านี้ ถูกจัดการเตรียมการสอนโดยสถาบันที่เป็นทางการ (โรงเรียนออนไลน์ หลักสูตรปริญญาตรีขึ้นไป ถึงปริญญาเอก และการศึกษาการชำนาญการที่สูงขึ้นไป)


ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย: ของโปแกรมการศึกษาแบบ Affiliate

ข่าวดีที่ส่วนใหญ่ทุกคนตกเป็นกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาได้ทั้งนั้น ดังนั้น จึงสำคัญมากที่จะจำแนกแยกลูกค้าด้านการศึกษาได้หลากหลายออกไป จะเห็นได้ว่า ถ้าคุณกำลังโปรโมตไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการเขียนเรียงความ กลุ่มลูกค้าของคุณจะต้องเป็นกลุ่มวัยรุ่นมีอายุระหว่าง (18-25 ปี) ในขณะที่อีกสูตร เป็นหลักสูตรอบรมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือโปรแกรม MBA ออนไลน์ ก็จะมีความต้องการกลุ่มลูกค้าที่มีอายุอีกระดับหนึ่ง ซึ่งคุณสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมประเภทของอายุ ลงไปในโปรแกรมนั้น (ยกตัวอย่างเช่น สำหรับใครที่จบการศึกษาในสาขาวิชานั้นๆ หรือนักศึกษาจบใหม่)

จึงไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมโปรแกรมมักจะมีราคาแพง นั่นเป็นเพราะเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเปิดสอนหลักสูตรที่มีคุณภาพสูง และลูกค้ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้มั่นคง ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป


ค่าคอมมิชชั่นและรายได้: ของโปรแกรมการศึกษาแบบ Affiliate

นี่คงจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจที่สุด สำหรับคุณในฐานะของตัวแทน โดยปรกติแล้วกำไรขึ้นอยู่กับโปรแกรม affiliate โดยเฉพาะ GEO และการดำเนินการที่จำเป็น

ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลของช่องทางการเข้าชมเว็บไซต์ คุณสามารถโปรโมตหลักสูตรด้านภาษาและหลักสูตรอบรมมืออาชีพที่ไม่แพง หรือหลักสูตรโปรแกรม MBA ออนไลน์ ที่มีราคาแพงจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอื่นๆ

ค่าคอมมิชชั่นของตัวแทนก็มีหลากหลายระดับของความพิเศษ ขึ้นอยู่กับการดำเนินการที่จำเป็น ปรกติแล้ว ตัวแทนจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเปอเซ็นต์ต่อการขาย ส่วนแบ่งรายได้กระแสเงินสด ตัวอย่างเช่น คุณโปรโมตการให้บริการรับเขียนเรียงความที่ราคา $10 ดอลลาร์ต่อหน้า แต่โดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายต่อหน้าทั้งหมดอาจมีราคาถึง $100 ถึง $140 ดอลลาร์ ตามกฎแล้วค่าเฉลี่ยที่ลูกค้าสั่งจะอยู่ที่ 5 ถึง 7 หน้า แต่ในกรณีนี้ บริษัทในเครือจะได้รับ 20% ต่อออร์เดอร์ บางโปรแกรมเสนอค่าตอบแทนเป็น cookies ตลอดอายุการใช้งาน  (Cookies เป็น text files ขนาดเล็ก หรือชิ้นส่วนของข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ของท่าน) ดังนั้น คุณจะได้รับค่าคอมมิชชั่นทุกออร์เดอร์ที่เกิดขึ้นจากการอ้างอิงของคุณ

บางโปรแกรม affiliate จะจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ $100 - $150 ดอลลาร์ต่อนักเรียนใหม่หนึ่งคน ปรกติแล้ว อัตราค่าคอมมิชชั่นที่แพงๆ จะเกี่ยวกับหลักสูตรมืออาชีพที่มีราคาแพง อย่างเช่น วิทยาการข้อมูล cloud computing (หรือการบริการทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการคำนวนทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต)  หรือ หลักสูตรใบรับรองบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

ส่วนใหญ่แล้วโปรแกรม affiliate จะจ่ายค่าคอมฯ เริ่มต้นที่ $2 ถึง $5 ดอลลาร์ หรือ 10 – 50% ต่อหนึ่งการขาย    (อัตราค่าเฉลี่ยในกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 15-30%) บ่อยครั้งที่บริษัทที่ทำงานร่วมกับตัวแทนเครือข่ายอื่นๆ ก็จะได้รับอัตราค่าคอมฯ ที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ค่าคอมฯ ของ Coursera จะจ่ายผ่าน Rakuten เริ่มต้นที่ 10% หรืออาจมากถึง 50% (อัตราค่าคอมฯ ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้เข้าชมเว็บไซต์และอัตราการเปลี่ยนแปลงของบริษัท) ในขณะที่ค่าคอมฯ ผ่าน Skimlinks เสนอให้ตัวแทน 10% ต่อการหนึ่งการขาย

 


แหล่งข้อมูลการเข้าเว็บไซต์: ของโปรแกรมการศึกษาแบบ Affiliate

ขอย้ำอีกครั้งว่า โปรแกรมการศึกษามีให้เลือกหลายมาก ดังนั้น คุณสามารถเลือกข้อเสนอของ Affiliate ได้ตามปริมาณการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง (เช่นหากคุณมีช่อง YouTube หรือมีเว็บไซต์ หรือบล็อกเกี่ยวกับการศึกษา) หรือคุณมีเว็บไซต์ที่คุณสามารถปรับแต่งแหล่งที่มาของการเข้าชมเว็บไซต์เองได้ (รวมถึงโฆษณาแบบชำระเงิน) เพื่อให้เกิดผลกำไรโดยเฉพาะ ตัวแปรที่สองที่คุณต้องมีคือ ประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล เพราะว่าการลงทุนแรกของคุณคือการซื้อโฆษณา

อันที่จริง แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่เข้าชมเว็บไซต์มันก็ใช้ได้ผลดีอยู่แล้ว (niches กลุ่มนี้ไม่มีข้อจำกัด เหมือน niches กลุ่มการพนัน หรือเว็บหาคู่)  รวมถึงไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาเฉพาะอย่าง YouTube หรือแพลตฟอร์มสื่อโซเซียลต่างๆ หรือโฆษณาสั้น เป็นต้น


SEO และ niche เว็บไซต์

ช่องทางการค้นหาที่ถูกต้อง ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพสำหรับ "หลักสูตร MBA ออนไลน์"  สามารถทำการค้นหาได้ทั่วโลกสะดวกง่ายดายผ่าน Google Trends ที่ให้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้:

 พวกเราตระหนักได้ว่า หลักสูตรโปรแกรมปริญญา MBA ไม่ค่อยได้รับความนิยมในกลุ่มการศึกษาสักเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าที่มีศักยภาพได้ ดังนั้นเราจึงทำการสำรวจแบบแยกภูมิภาคดูว่าจะออกมาเป็นอย่างไร:

ขอย้ำอีกครั้ง ว่าโปรแกรม MBA ออนไลน์นั้นค่อนข้างแพง ดังนั้น คุณจะต้องจัดการกับการเดิมพันสูง ในแง่ของค่าตอบแทน แน่นอนว่าคุณต้องวิจัยหาคำหลักโดยละเอียดก่อนที่จะใช้เทคนิค SEO กับ niche ไซต์ของคุณ โปรดทราบเอาใว้ว่า ผู้คนค้นหาเกี่ยวกับโปรแกรมการศึกษาโดยมากจะเลือกที่เนื้อหาเป็นหลัก ดังนั้น คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณมีคุณภาพที่ดีที่สามารถติดอันดับได้

พิจารณาถึงแนวคิดในการร่วมมือ กับเว็บไซต์ทีมีชื่อเสียงในเรื่องคอนเทนต์ ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลให้มีแต่ลูกค้าที่มีคุณภาพที่เข้ามา

อีกหนึ่งทางเลือกคือ การจ่ายเงินเพื่อให้มีคนเข้ามาชมเว็บไซต์ พวกเราได้ทำการวิจัยคำค้นหาใน Google ได้ผลตามภาพด้านล่างนี้:

อย่างที่คุณได้เห็นว่า สถาบันการศึกษาของ BerlinSBI และ Stanford ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการแนะนำอะไรให้มากมาย เพราะทั้งสองสถาบันนี้เป็นที่รู้จักดีไปทั่วโลก การโปรโมตโปรแกรมของพวกเขาผ่านการค้นหาที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้มีคนเข้ามา ดูเหมือนจะค่อนข้างยุ่งยากสักหน่อยสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ แต่เจ้าของเว็บและนักการตลาดทั้งหลายต่างรู้ดีถึงพลังของโฆษณาแบบ PPC ว่ามันคุ้มแค่ไหน

ด้านล่างนี้เป็นกรณีศึกษาที่ 2 ที่อธิบายถึงสาเหตุที่เจ้าของเว็บไซต์เปลี่ยนไซต์การศึกษาที่เกือบจะไม่ได้ใช้ และขายไปในราคา $11,500 ดอลลาร์


การใช้สื่อโซเซียลมีเดียอย่าง Facebook และ Instagram

จำนวนคนที่เข้าใช้งสื่อโซเซียลนั้นมีทั้งฟรี และที่ต้องจ่ายเงิน ถ้าเราใช้มันถูกวิธี มันจะกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของเราได้เลย นอกจากนี้ Facebook ยังมีตัวแปรเสริมในการกำหนดเป้าหมายหลายแบบเพื่อให้ข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการ หากคุณให้บริการเกี่ยวกับการเขียนเรียงความ คุณสามารถกำหนดเป้าหมายให้เป็นนักเรียนที่อายุน้อยตั้งแต่ 18-23 ปี หากคุณต้องการโปรโมตโปรแกรมการศึกษาระดับอุดมศึกษา คุณจะต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุมากกว่า และเพิ่มตัวแปรลงไป เช่น ผู้สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาลัยอายุ 25 ปีขึ้นไป

ถ้าเรามีการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ (GEO คือภูมิภาค และกำหนดคุณลักษณะประชากร) ต้องทำโฆษณาให้เหมาะสมและต้องทำการทดสอบให้ละเอียด จะทำให้ได้ผลเกินความคาดหมายได้

 ภาพด้านล่างนี้คือ เนื้อหาโฆษณาสำหรับโปรแกรมหลักสูตร ปริญญาโท

 

ข้อสำคัญ: บริการเขียนเรียงความถือเป็นธุรกิจสีเทา ดังนั้นการโปรโมตบริการเหล่านี้จึงไม่ค่อยได้รับการต้อนรับบน Facebook แต่อย่างไรก็ตาม คุณยังคงสามารถหาวิธีส่งโฆษณาไปยังผู้ชมบน Facebook ได้เหมือนภาพด้านล่างนี้ เป็นตัวอย่างแคมเปญการตลาดแบบ Affiliate ของสถาบันหนึ่ง:

นอกจากนี้ คุณยังสามารถโปรโมตข้อเสนอของตัวแทนในกลุ่ม Facebook หรือผ่านเพจเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายได้ มี 1 ตัวอย่าง (ท้ายบทความ) ได้กล่าวถึงการใช้โฆษณาบน Facebook เพื่อส่งเสริมแอพพลิเคชันด้านการศึกษา


ช่องทางบน YouTube

ปัจจุบันเมื่อเราต้องการข้อมูล เราอาจค้นหาบน Google หรือ YouTube ที่เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอเป็นเครื่องมือค้นหาที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก google หากคุณเก่งเรื่องวิดีโอ คุณสามารถเปิดช่อง YouTube และโพสต์วิดีโอของคุณ โดยมีเนื้อหาของวิดีโอ อยู่ในรูปแบบของคำอธิบาย บทวิจารณ์ หรือการเปรียบเทียบด้วยโปรแกรมต่างๆ ได้

ไม่ว่าในกรณีใดๆ คุณต้องทำการวิจัยคำค้นหา และใช้ชื่อคำค้นหาที่หาได้เป็นคำหลัก เป็นชื่อเรื่องของวิดีโอ และเพิ่มคำอธิบายลงไป เผื่อมีคนให้ความสนใจ จะทำให้พวกเขาสามารถค้นหาวิดีโอของคุณได้ จากลิงค์ Affiliate ที่คุณได้เพิ่มไปในคำอธิบาย

หมายเหตุ: คุณต้องทำการเปิดเผยข้อมูล affiliate  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือคุณต้องแจ้งให้ผู้คนทราบว่า คุณได้รับค่าคอมมิชชัน เมื่อพวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์ในโฆษณานี้ การเปิดเผยข้อมูล สามารถอยู่ในรูปแบบของคำสั่งหรือแม้แต่แฮชแท็กก็ได้อย่าง (#ads หรือ #advertising)


แหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อดึงคนเข้าชมเว็บไซต์

อีเมลการตลาด ปริมาณการใช้งานทีเซอร์ การแจ้งเตือนแบบพุช และข้อความที่แสดงขึ้นมา ในระหว่างที่เข้าชมเพจ ของพวกอาจมีประโยชน์เช่นกัน อันที่จริง โปรแกรม affiliate ที่เกี่ยวกับด้านการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดข้อจำกัดของแหล่งที่มาของการเข้าชม คุณสามารถสมัครเป็นสมาชิกฟอรั่มที่ใช้งานอยู่ด้วยการแจ้งเตือนแบบ push ความสำเร็จส่วนใหญ่ของแคมเปญ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาโฆษณา และคำอธิบายข้อความที่คุณใช้


เครือข่ายการศึกษาแบบ Affiliate

การตลาดแบบ affiliate นั้นต้องการคนที่มีความเชี่ยวชาญและทักษะที่สถาบันการศึกษาบางแห่งไม่มี สถาบันขนาดใหญ่บางแห่งใช้โปรแกรม affiliate ภายในองค์กรของตนเอง และไม่เข้าร่วมกับเครือข่ายอื่น และถ้าสถาบันไหน ที่เข้าร่วมในเครือข่ายอื่น ส่วนมากจะมอบหมายงานเกี่ยวกับการสื่อสาร ให้ผู้ทำโฆษณาเป็นคนจัดการเนื้อหา เพื่อที่พวกเขาจะได้หลีกเลี่ยงความน่าปวดหัว และยังทำให้พวกเขามีเวลาไปพัฒนาบริการ และผลิตภัณฑ์ของเขาให้ดียิ่งขึ้นไป

นอกจากนี้ เครือข่าย affiliate ยังช่วยให้ผู้เผยแพร่โฆษณา หาข้อเสนอที่เหมาะสมได้ในเวลาอันสั้น — ไม่จำเป็นต้องค้นหาโปรแกรมภายในบริษัททั่วทั้งเน็ต คุณสามารถค้นหาข้อเสนอที่ใช้งานอยู่ทั้งหมดใน niche การศึกษาได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งบนแพลตฟอร์ม ตัวแทนเครือข่ายที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทำงานร่วมกับ niche ทางการศึกษา เช่น Rakuten, Awin, Sovrn, Impact, FlexOffers, ClickBank, CJ Affiliate, ShareASale และแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง

ดังนั้น หากคุณลงทะเบียนกับหนึ่งในเครือข่ายขนาดใหญ่ มันจะทำให้คุณสามารถค้นหาข้อเสนอแพลตฟอร์มการศึกษาแบบ affiliate ได้ง่ายขึ้น

หมายเหตุ: อีกหนึ่งคุณสมบัติของกลุ่มการศึกษาคือ เทศกาล เพราะสถาบันการศึกษาส่วนมากจะเปิดรับสมัครนักเรียนในเวลาเฉพาะเจาะจงเท่านั้น (ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ) ดังนั้นบริการด้านการด้านนี้ จะเป็นที่มีความต้องการอย่างมาก ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม และเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ดังนั้น ทางสถาบันการศึกษา จะทำการวิเคราะห์วางแผน เกี่ยวกับแคมเปญโฆษณาของตนเอง เพื่อนำไปเผยแผ่ สำหรับวิทยาลัยของประเทศกลุ่มเป้าหมายต่างๆ

เครือข่ายหรือโปรแกรมเฉพาะทางมีจำนวนมาก ควรทำการวิเคราะห์หารายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอ ให้กับบริษัทในเครือ เช่นข้อมูลเฉพาะของ GEO สาขาวิชายอดนิยม แหล่งที่มาของการเข้าชม และเอกสารส่งเสริมการขายต่างๆ

 


อีกหนึ่งกรณีศึกษาของ Mindvalley: ได้ทำการติดตั้งแอพการศึกษา และเพิ่มโฆษณาบน Facebook

Mindvalley ถือเป็นบริษัทด้านการเรียนรู้และพัฒนาส่วนบุคคลระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เอสโตเนีย และมาเลเซีย Mindvalley เสนอหลักสูตรภายในสำหรับการพัฒนาตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้ความเป็นอยู่ที่ดี การมีสติ ฯลฯ แพลตฟอร์มนี้เป็นที่รู้จักและมีผู้เข้าชมมากมาย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ตัดสินใจที่จะโปรโมตแอพพลิเคชันที่ปรับปรุงใหม่ของตัวเอง และหันไปให้ความสนใจที่แ Facebook ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ซึ่งอันที่จริง Facebook ได้แชร์กรณีศึกษานี้ว่า เป็นหนึ่งในแคมเปญที่มีการติดตั้งแอพที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

อันที่จริง ช่วงนี้เป็นช่วงทดสอบแคมเปญในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2023 ธุรกิจเกี่ยวกับกลุ่มการศึกษาต่างๆ ได้ปล่อยโปรแกรมสำหรับตัวแทนขึ้นมา เพื่อทำการโปรโมตการให้บริการด้านการศึกษาของตัวเอง และเสนอให้ค่าคอมมิชชั่นเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้ที่เผยแพร่เว็บไซต์ของตนเอง เพื่อให้เกิดช่องทางที่จะให้มีคนเข้ามาใช้มากขึ้น Mindvalley ได้พิสูจน์แล้วว่า Facebook เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลที่มีคนเข้าชมและค้นคว้าหาข้อมูลด้านการศึกษาที่เยอะพอสมควร

 

ดังนั้น การเพิ่มการติดตั้งแอพ และลดต้นทุนให้ต่ำลงทาง Mindvalley ได้ใช้การจัดการโฆษณาอัตโนมัติของ Facebook ที่อนุญาตให้ใส่รูปใส่วิดีโอได้มากมายแตกต่างกันถึง 50 ภาพ และใส่ข้อความเนื้อหาโฆษณาได้หลากหลายแบบ สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งคือเราสามารถปรับแต่ง เนื้อหา มิติของโฆษณา จนกว่ามันจะจับคู่เข้ากันได้อัตโนมัติ

Mindvalley ใช้ชุดโฆษณารูปภาพ 25 รายการที่มีแพลตฟอร์มหลักสูตร เวิร์กช็อป และกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพดีที่สุดใน Facebook, Instagram และ Audience Network ปรับการติดตั้งวัตถุประสงค์ของแอพให้เหมาะสม กำหนดเป้าหมายของแคมเปญให้เป็นวงกว้างไปยังลูกค้าแถบประเทศ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย

ผลการทดลองปล่อยแคมเปญของ Mindvalley ได้ดังนี้:

  • อัตราการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น 58 เท่า (ผ่านระบบจัดการโฆษณาอัตโนมัติ)
  • การติดตั้งแอพเพิ่มขึ้น 35%
  • ต้นทุนการติดตั้งต่ำกว่า 26%

คุณซาอิด ซาสด์ (Zaid Saad) ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาของ Mindvalley ได้กล่าวว่า “พวกเขาพอใจที่ได้เห็นอัตราการเปลี่ยนแปลงในการติดตั้งแอพเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ยังรักษาต้นทุนให้ต่ำเอาไว้ได้ ทั้งที่ใช้งานได้ดีกับแอสเซทโฆษณาจำนวนมาก เราจึงมั่นใจได้ว่า ผู้ชมทั่วโลกจะได้ชมโฆษณาที่มีประสิทธิภาพที่สุด”  

ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า Facebook เป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้ชมใช้เข้าชมโฆษณาที่ดีที่สุดในกลุ่มของการศึกษา


กรณีที่ 2 เกี่ยวกับ niche ไซต์การศึกษา: จากที่ไซต์มีรายได้ $15 ดอลลาร์/เดือน เพิ่มมาเป็น $390 ดอลลาร์/เดือน และทำให้เว็บไซต์ขายได้ถึง $11,500 ดอลลาร์

เคสนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2018 ที่แสดงให้เห็นถึงโอกาส เช่น ไซต์เกี่ยวกับการศึกษาก็เป็นแหล่งรายได้ที่ดีได้เช่นกัน เจมส์ อดีตเจ้าของเว็บไซต์ เปิดเผยวิธีการแต่ละขั้นตอน ที่เขาใช้กับไซต์ของเขาหลังจากที่ซื้อไซต์นี้มาในราคา $400 ดอลลาร์ จนทำให้มันกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้จริง และมันจะทำเงินให้เขาได้อีกมากขึ้นไปอีกในอนาคต

เจ้าของเว็บส่วนมากที่ทำเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการศึกษา พวกเขาไม่ค่อยเปิดเผยรายงานรายได้ให้ทราบ แต่พวกเขาจะเปิดเผยรายได้ที่ได้จากโปรแกรม affiliate ให้ทราบแทน ซึ่งมันก็ฟังดูสมเหตุผล

Niche กลุ่มการศึกษานี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าได้ค่าตอบแทนสูง ดังนั้นไม่มีใครอยากได้คู่แข่งทางธุรกิจที่ได้กำไรงามในสาขานี้เพิ่มขึ้น พวกเราต้องขอขอบคุณเจมส์มากๆ ที่มาแบ่งปันความลับเกี่ยวกับสาขานี้ให้เราทราบ งั้นเรา มาเจาะลึกรายละเอียดเพิ่มอีกสักหน่อย

ย้อนกลับไปปี 2016 เจมส์กำลังมองหาซื้อเว็บไซต์ เมื่อเขามาพบเข้ากับ niche กลุ่มการศึกษาบนไซต์ Flippa.com ซึ่งตอนนั้นติดราคาขายที่ $400 ดอลลาร์ เจมส์ก็พุ่งเข้าใส่เลยเมื่อเห็นราคานี้ และหลังจากนั้นอีก 36 เดือนถัดมา เจมส์ก็ขายเว็บไซต์นี้ได้ในราคา $11,500 ดอลลาร์

เจมส์ได้แชร์สถิติของไซต์ให้เห็นก่อนที่เขาจะทำการขาย (เดือนกุมภาพันธ์ 2018):

ตามภาพคุณจะเห็นได้ว่า เว็บไซต์มีอายุแค่ 2 ปีเอง แต่มีจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์มากขนาดไหน ด้วยกลยุทธ์ของการทำเงิน เจมส์ใช้ Google AdSence และ Quinstreet ในการจัดการโฆษณา

ตอนที่เขาซื้อเว็บไซต์ เขาได้ถามถึงรายละเอียดต่างๆ และมาพบว่าเว็บไซต์ทำรายได้ต่อเดือนแค่ $15 ดอลลาร์แค่นั้น เพราะเหตุนี้เจ้าของคนเก่าถึงได้ขายให้กับเจมส์ เพราะว่าเขามีหลายไซต์ที่ต้องดูแล เลยทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง แต่มีรายละเอียดอื่นที่เจมส์รู้เกี่ยวกับคอนเทนต์คือ บทความแต่ละบทความถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนอิสระ ที่ได้รับค่าจ้างแค่ $5 ดอลลาร์ต่อ 1000 คำ หลังจากตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด เช่น จำนวนผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การเข้าดูหน้าเว็บ อัตราตีกลับ หน้าที่เข้าชมบ่อยที่สุด ภูมิประเทศ และการเข้าชมบนมือถือกับเดสก์ท็อป เจมส์ก็มองภาพในหัวออกว่าเขาควรทำอย่างไรต่อไป

เป็นเวลากว่า 18 เดือนที่เจมส์เป็นเจ้าของเว็บไซต์ เขาได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ของเขาดังนี้:

  • ใช้คีย์เวิร์ดที่มีชื่อยาว เพื่อเป็นการลดคู่แข่ง
  • สร้างกลุ่มนักเขียนอิสระขึ้นมา
  • เพิ่มแอพการศึกษาใน Quinstreet
  • ปรับความเร็วหน้าเพจ และทำให้ใช้ได้กับมือถือ
  • ทดสอบ แยกชุดโฆษณา A/B ใน Google AdSense

อาศัยจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เจมส์รู้ดีว่า “การให้ความสำคัญของเนื้อหา ในการใช้คำคีย์หลักยาวๆ เพื่อลดการแข่งขันจากคู่แข่ง แสดงให้เห็นได้ว่ามันคุ้มที่สุด” จากจุดนี้ เจมส์ใช้เครื่องมือช่วยวิจัยคีย์เวิร์ดคือ (Long Tail Pro) ทำให้การค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นสะดวกขึ้น

ในตอนแรกๆ เขาใช้กฎเกณฑ์ในการหาคำหลักดังนี้:

  • คำหลักต้องมี 4 คำ หรือมากกว่านั้น
  • คะแนนของ KC ต้องน้อยกว่า 40
  • จำนวนของผุ้เข้าชมเว็บไซต์จะมีเท่าไหร่ก็ได้
  • ในคำค้นหาต้องมีคำว่า “Best” หรือดีที่สุด รวมอยู่ด้วย

หลังจากที่ได้มีการจัดเตรียมรายการสำหรับคำค้นหา เพื่อให้เจอคอนเทนต์ที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น เขาได้ลบคำหลักที่จำเป็นที่มีคำว่า “Best” รวมอยู่ด้วย โดยที่เขาเปลี่ยนคำเป้าหมาย แล้วใส่คำว่า “How to”, “What is” และอื่นๆ ที่เข้ากับเนื้อหาของบทความลงไป ทำให้เจมส์สามารถหาคีย์เวิร์ดได้มากกว่า 50 คำและยังเป็นแนวทางให้นำไปใช้ได้กับเว็บไซต์อื้นได้อีกด้วย

จากนั้น เขาก็จ้างนักเขียนอิสระที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ ในการเขียนคอนเทนต์ที่มีเนื้อหา 1,000  คำขึ้นไป ด้วยค่าจ้างที่ $10 - $15 ดอลลาร์ต่อเรื่อง แล้วเขาก็โพสต์หัวข้อนั้นใน WordPress ทันที

นั่นก็ทำให้เขายุ่งอยู่กับการสร้างรายได้ผ่าน Quinstreet แต่อย่างที่เจมส์ได้กล่าวเอาไว้ว่า “โปรแกรมอย่าง Quinstreet สามารถช่วยให้เข้าถึงเครื่องมือในการสร้างความน่าสนใจในตัวสินค้าให้ได้ผลดี” และเขาอธิบายกระบวนการได้ดังนี้:

  • ช่วยดึงความสนใจให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์
  • ลูกค้าก็จะทำการกรอกรายละเอียดเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาที่สนใจ
  • จากนั้นก็จะมีรายการของสถานศึกษาแสดงขึ้นมามากมาย
  • พวกเราจะได้รับเงินที่เกิดจากการคลิกของลูกค้า
  • และพวกเราจะได้เงินเพิ่มอีก ถ้าลูกค้ากรอกรายละเอียดสมัครเรียนกับสถาบันการศึกษาที่โชว์ในเว็บไซต์ของเรา!

วิธีนี้จะช่วยให้เว็บไซต์มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก $100 - $200 ดอลลาร์ต่อเดือน เจมส์ยังเชื่ออีกว่าไซต์พวกนี้ยังจะทำเงินให้เขามากขึ้นไปอีก ผ่านโปรแกรมการศึกษา affiliate อื่นๆ อย่างไรก็ดี เจมส์มีความตั้งใจที่ปรับปรุงเว็บไซต์ของเขาให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้ขายในวันข้างหน้า โดยที่เขาใช้ Google AdSense เป็นวิธีที่เขาใช้หารายได้จากเว็บไซต์

เขาได้ทำการแยกชุดโฆษณา A/B เพื่อทดสอบดูว่า ชุดโฆษณาชุดไหนที่เขาควรใส่ลงไปบนเว็บไซต์ และจะต้องใช้ขนาดของโฆษณาแบบไหนถึงจะเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น (ขนาดของบล๊อกว่าจะใช้เล็กหรือใหญ่ หน่วยของลิงก์ หรือ skyscrapers ) ที่จะใช้ เขาจึงตัดสินใจทำการทดสอบด้วย AmpedSense เป็นปลั๊กอินที่ช่วยให้สร้างสูตรโฆษณาได้มาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามันแยกการทดสอบได้แบบภาพด้านล่างนี้

จากขั้นตอนนี้ เขาจะยุ่งอยู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วของหน้าเว็บ และความเหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ เขาใช้ปลั๊กอิน WP Super Cache สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วหน้าเว็บ และปลั๊กอินบีบอัดรูปภาพ JPEG & PNG เพื่อปรับแต่งภาพ JPEG และ PNG ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ และเป็นมิตรกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเขาแนะนำให้เลือกใช้ธีมเริ่มต้นที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง

สำหรับการรักษาสภาพเว็บไซต์ให้มีการเคลื่อนไหว เขาได้เพิ่มบทความ 2 เรื่องต่อเดือน (2 สัปดาห์ ต่อ 1 บทความ)  แต่เขาสังเกตุได้ว่า "เว็บไซต์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกเดือน นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีถ้าจะขายเว็บไซต์!”  ดังนั้นเขาจึงทำการขายเว็บไซต์นี้ไปในราคา $11,500 บนแพลตฟอร์มเดิมกับที่เขาซื้อมาในตอนแรกคือ Flippa นั่นเอง


สรุป

บ่อยครั้งที่เราไม่เห็นโอกาสในการทำเงินในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หากคุณหยุดคิดสักนิด ว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการศึกษานั้นมีศักยภาพไร้ขีดจำกัดในแง่ของรายได้ นั่นคือเมื่อคนเรียน ก็จะมีเรียนตามกันไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งวิดีโอการสอนตัวอักษรสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน หรือหลักสูตรการศึกษาที่สูงขึ้นไป เพราะมันโปรแกรมการศึกษาสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนออนไลน์ หลักสูตรออนไลน์ รวมไปถึงการพัฒนาแอพเพื่อการศึกษา ที่นักพัฒนาแอพอยากให้มีคนมาสมัครใช้โปรแกรมการศึกษาเหล่านี้ หรืออาจจะดาวน์โหลดแอพเพื่อการศึกษา คุณอาจจะกลายเป็นคนกลาง หรือตัวแทนที่ช่วยให้ระหว่างสถานศึกษา และนักเรียนได้มาเจอกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ถ้าเป็นแบบนั้น และมันจะดียิ่งกว่า ถ้าคุณได้เห็นยอดเงินในบัญชีของคุณเพิ่มขึ้น จากโปรแกรมการศึกษาแบบ affiliate