การมี Scroll Depth สูงถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมาก ในกรณีที่คุณต้องการสร้างรายได้จากเว็บไซต์อย่างจริงจัง เพราะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เข้าชมสามารถมองเห็นโฆษณาของคุณ, คลิกลิงก์สินค้าของ Affiliate และสั่งซื้อด้วยการกดปุ่ม CTA, อ่านข้อเสนอ, กรอกแบบฟอร์มเพื่อส่งอีเมล และอื่น ๆ เว็บมาสเตอร์ต่างทราบดีว่าการมียอดผู้เข้าชมสูงคือสิ่งสำคัญ แต่การให้ผู้เข้าชมหยุดดูเนื้อหาเว็บไซต์ต่างหากคือของจริง
ในบทความนี้ เราจะมาแสดงให้คุณเห็นถึงวิธีการเพิ่ม Scroll Depth ของเว็บไซต์ด้วยการทำ A/B Testing จากส่วนต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ มาร่วมเดินทางไปด้วยกัน เพื่อศึกษาว่าควรสร้าง A/B Testing อย่างไร ให้คุณเจอส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ Scroll Depth ในเว็บไซต์ของคุณ
มาเริ่มต้นกันที่ Scroll Depth Tracking
Scroll depth อ้างอิงถึงเปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าชมที่เลื่อนดูเว็บไซต์ ส่วน Scroll Depth Tracking อ้างอิงถึงวิธีติดตามการเลื่อนดูผ่านเว็บไซต์ของผู้เข้าชม
เพื่อให้ทราบถึงความลึกที่ผู้เข้าชมเลื่อนลงไป เพื่อดูเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของคุณ คุณจึงจำเป็นต้องติดตามด้วยการใช้เครื่องมือติดตาม มีเครื่องมือหลายตัวที่สามารถทำได้ และในนั้นก็มี :
เครื่องมือติดตามเหล่านี้จะช่วยแสดงให้เห็นถึง Scroll Depth ในเว็บไซต์ของคุณ
Scroll Depth ที่ดีเป็นอย่างไร?
อ้างอิงจาก Isaac Adams-Hands ผู้บริหาร SEO ของ SEONorth กล่าวคือ Scroll Depth ที่ 50% จะเหมาะสำหรับเนื้อหาง่าย ๆ ที่มี 1,250 คำ/หน้า หรือน้อยกว่า ส่วน 75% จะเหมาะสำหรับเนื้อหายาว ๆ ที่มี 2,000 คำ หรือมากกว่า/หน้า
นี้หมายความว่า Scroll Depth ของคุณจะสูงขึ้นตามความยาวของเนื้อหา
การมี Scroll Depth ที่ต่ำเกินไป จะทำให้ Bounce Rate ของเว็บไซต์สูงขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ เปอร์เซ็นต์ที่ผู้เข้าชมจะเลิกสนใจและเด้งออกไปนั้นเอง (Bounce = เด้ง) ฉะนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อไม่ให้ผู้ชมเบื่อและเด้งออกไปไหน
Scroll Depth ต่ำ = Bounce Rate สูง
ทำไมคุณถึงต้องติดตาม Scroll Depth ของตัวเอง
การติดตาม Scroll Depth ของตัวเองจะช่วยให้เห็น:
นี้เป็นรายละเอียดบางข้อที่เว็บมาสเตอร์ได้เรียนรู้หลังจากทำการ Scroll Depth Tracking เป็นครั้งแรกบนเว็บไซต์ของตัวเอง :
การทำ Scroll Depth Tracking จะทำให้มองเห็นภาพรวมของวิธีการเพิ่ม Conversion Rate สำหรับเว็บไซต์ของคุณ
การพัฒนา Scroll Depth ของเว็บไซต์
เพื่อพัฒนา Scroll Depth ของเว็บไซต์ คุณจำเป็นรู้เกี่ยวกับวิธีการของ A/B Testing โดย A/B Testing คือ การทดลองสุ่มเปรียบเทียบกันระหว่างหน้าเว็บไซต์ของทั้งสองเวอร์ชัน เพื่อดูว่าฝั่งไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า หรือเป็นไปตามดัชนีวัดความสำเร็จ (KPI) ที่กำหนดไว้
ใน A/B Testing จะมีหน้าเว็บไซต์อยู่สองเวอร์ชันหรือมากกว่านั้น ที่มีเนื้อหาเหมือนกัน และจะสุ่มให้ผู้ใช้เห็น จากนั้นจะวิเคราะห์ค่าสถิติออกมา เพื่อประเมินดูว่าแบบไหนมีประสิทธิภาพดีกว่า หรือให้ผลตาม KPI ด้วยการใช้ตัวติดตาม ในกรณีนี้ เป้าหมายหลักหรือ KPI ก็คือการมีอัตรา Scroll ที่สูง
เพื่อให้ได้ Scroll ที่สูงผ่าน A/B Testing คุณจำเป็นต้องทดสอบหน้าเว็บไซต์ในหลายรูปแบบ โดยดัดแปลงองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างเช่น:
A/B Testing ทำงานยังไง
ใน A/B Testing คุณจะต้องมีหน้าเว็บและนำมาดัดแปลงให้หน้าเว็บกลายเป็นอีกเวอร์ชันหนึ่ง การดัดแปลงสามารถเริ่มง่าย ๆ อย่าง การเปลี่ยนหัวข้อ, ตำแหน่งของลิงก์ จนไปถึงการออกแบบหน้าเว็บไซต์ใหม่ทั้งหมด
จากนั้น 50% ของ Traffic จะถูกส่งไปยังเวอร์ชันหลักของหน้าเว็บไซต์ (รูปแบบ A) และส่งอีก 50% ที่เหลือไปยังเวอร์ชันที่ดัดแปลงแล้ว (รูปแบบ B)
ในระหว่างนั้น สำหรับผู้เข้าชมที่ถูกส่งไปยังทั้งรูปแบบ A หรือรูปแบบ B การกระทำและการมีส่วนร่วมของพวกเขาในเว็บไซต์แต่ละหน้าจะถูกติดตาม และจะบันทึกเป็นสถิติเพื่อเรียบเรียง และแสดงผลออกมาผ่านซอฟต์แวร์ที่ใช้
เมื่อมีผู้เข้าชมมากพอที่จะใช้เป็นข้อมูลทางสถิติ คุณก็ตรวจสอบสถิติเพื่อดูว่า เว็บไซต์ที่มีการดัดแปลงสามารถช่วยเพิ่มหรือลด Scroll Depth
หากรูปแบบ B มี Scroll Depth ที่สูงเมื่อเทียบกับเวอร์ชันหลัก คุณสามารถเลือกที่จะ Redirect ให้ Traffic ทั้งหมดไปยังรูปแบบนั้นได้ แต่ถ้าหากรูปแบบ B ไม่ช่วยเพิ่ม Scroll Depth ให้ลองสร้างหน้าเว็บไซต์ในรูปแบบอื่น ๆ จนกว่าคุณจะได้ Scroll Depth ที่ต้องการ
ขั้นตอนการทำ A/B Testing
ต่อไปนี้จะเป็นเค้าโครงของ A/B Testing ที่คุณสามารถใช้ในการทดสอบ:
เครื่องมือและซอฟต์แวร์ยอดนิยมสำหรับการทำ A/B Testing
การตั้งค่า A/B Testing และติดตามกิจกรรมบนหน้าเว็บไซต์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทั้งหมดนี้สามารถได้ด้วยเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ออนไลน์ อย่างเช่น:
การทำ A/B Testing & SEO
เว็บมาสเตอร์หลายคนมักกังวลว่าการทำ A/B Testing อาจส่งผลให้อันดับการค้นหาของพวกเขาลดลง แต่ไม่ใช่สำหรับ Google เพราะทาง Google ได้มีการอนุญาตและส่งเสริมให้มีการทดสอบ A/B Testing ซึ่ง Google ได้แจ้งว่าการทำ A/B Testing หรือการทดสอบหลายรูปตัวแปรนั้น ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ กับอันดับค้นหาของเว็บไซต์ แต่อาจมีความเสี่ยงหากคุณใช้นำไปใช้ในทางที่ไม่ดี อย่างเช่น การทำ Cloaking
Google ได้ชี้แจ้งแนวทางการปฏิบัติที่ควรทำ:
สรุป
การติดตามและปรับปรุง Scroll Depth ของเว็บไซต์ คือสิ่งสำคัญที่ต้องทำ หากคุณอยากมีเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ข้อดีหลัก ๆ ของวิธีนี้คือ การช่วยให้คุณค้นพบ KPI ที่สำคัญ อย่างเช่น การเพิ่มยอดขาย, ลด Bounce Rate, Engagement ดีขึ้น, เพิ่ม Conversion และข้อดีอื่น ๆ ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้ ที่สามารถทำให้คุณมีรายได้จากเว็บไซต์